Apple อาจต้องขึ้นราคา iPhone 16 เกือบครึ่ง หลังโดนภาษีนำเข้า 54%
สถานการณ์น่าจับตามองสำหรับ Apple เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ อดีตประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศใช้มาตรการ “reciprocal tariffs” หรือภาษีตอบโต้กับคู่ค้าทั่วโลก ส่งผลให้สินค้านำเข้าจากจีนถูกเก็บภาษีสูงถึง 54% ซึ่งกระทบโดยตรงกับ Apple ที่มีสายการผลิตหลักอยู่ในจีน
บริษัทวิเคราะห์จาก Rosenblatt Securities ประเมินว่า หาก Apple ตัดสินใจผลักภาระภาษีส่วนนี้ไปยังผู้บริโภค ราคาของ iPhone 16 อาจต้องพุ่งขึ้นถึง 43% จากราคาเริ่มต้นเดิมที่ $799 (ประมาณ 28,800 บาท) กลายเป็น $1,142 (ประมาณ 41,100 บาท) ขณะที่รุ่นท็อปอย่าง iPhone 16 Pro Max ความจุ 1TB ซึ่งมีราคาเดิมอยู่ที่ $1,599 (ประมาณ 57,600 บาท) อาจทะลุไปถึงระดับ $2,300 (ประมาณ 82,800 บาท) หากคำนวณตามภาษีใหม่นี้
แม้แต่รุ่นราคาย่อมเยาอย่าง iPhone 16e ที่เพิ่งวางขายเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยราคาเปิดตัว $599 (ประมาณ 21,600 บาท) ก็อาจต้องปรับขึ้นเป็น $856 (ประมาณ 30,800 บาท) หาก Apple เลือกแนวทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักวิเคราะห์ทุกคนที่เชื่อว่า Apple จะสามารถขึ้นราคาได้มากถึง 43% ในสภาวะที่ผู้บริโภคยังไม่ตื่นเต้นกับเทคโนโลยี Apple Intelligence ซึ่งเป็น AI ยุคใหม่ของบริษัท
Angelo Zino นักวิเคราะห์จาก CFRA Research ระบุว่า Apple อาจจะขยับราคาขึ้นได้เพียง 5% ถึง 10% เท่านั้นในความเป็นจริง เพราะกระแสตอบรับต่อ iPhone รุ่นใหม่ยังไม่แรงพอจะรับแรงกระแทกราคานี้ได้
ความกังวลต่อราคาขายที่อาจสูงขึ้นส่งผลสะเทือนมาถึงตลาดหุ้นด้วย โดยราคาหุ้นของ Apple ร่วงลงถึง $21.09 หรือประมาณ 9.42% มาอยู่ที่ $202.80 ซึ่งเป็นระดับที่เกือบลบกำไรสะสมทั้งหมดที่ทำได้ตั้งแต่หุ้นเคยปิดทะลุ $200 ไปเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์ทางเทคนิคยังจับตาว่า หากราคาหุ้นหลุดระดับแนวรับสำคัญที่ $200 อาจบ่งชี้ถึงการปรับฐานระลอกใหม่ของหุ้น Apple ที่อาจยังไม่จบง่าย ๆ
ที่มา: PhoneArena